Description

Bollinger Special Cuvee แชมเปญฝรั่งเศสรุ่น “Special”จากแคว้นช็องปาญปี 1911
“Bollinger Special Cuvee” ถือเป็นหนึ่งในแชมเปญที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และได้รับการยอมรับในวงการแชมเปญระดับโลก โดย Bollinger Special Cuvee นั้นถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในปี 1911 จากบ้าน Bollinger แห่งเมือง Aÿ ในแคว้นช็องปาญ ประเทศฝรั่งเศส และมีความพิเศษอยู่ที่การผสมผสานองุ่นสามสายพันธุ์หลักในสัดส่วนที่ลงตัว พร้อมกับผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน และการบ่มที่ยาวนานกว่าปกติ จนทำให้ได้ Bollinger Special Cuvee ที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร
โดย Bollinger Special Cuvee ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “Entry Level” ของ Bollinger แต่คำว่า “Entry” ในที่นี้หมายถึงประตูสู่โลกของแชมเปญระดับพรีเมียม ด้วยมาตรฐานการผลิตที่สูงกว่าแชมเปญทั่วไปหลายเท่า ทั้งการคัดเลือกองุ่น การหมัก การบ่มในถังไม้โอ๊ค และการเก็บบ่มบนตะกอนยีสต์ที่ยาวนาน ทำให้ Bollinger Special Cuvee มีความซับซ้อนทางรสชาติ และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์
ซึ่งในปัจจุบัน Bollinger Special Cuvee ก็ยังคงรักษามาตรฐานการผลิตแบบดั้งเดิมไว้อย่างเคร่งครัด ภายใต้การดูแลของตระกูล Bollinger ที่ยังคงเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้แชมเปญรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากผู้ดื่มที่ชื่นชอบแชมเปญสไตล์คลาสสิกที่มีความเข้มข้น มีโครงสร้างที่แข็งแรง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแชมเปญที่ดีที่สุด
1. ประวัติความเป็นมาของ Bollinger Special Cuvee แชมเปญเก่าแก่ที่มีความพิเศษกว่าแชมเปญทั่วไป
สำหรับแชมเปญชื่อดังระดับโลกอย่าง Bollinger Special Cuvee นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการก่อตั้งของบ้าน Bollinger ในปี 1829 โดย Athanase Louis Emmanuel Comte de Villermont, Paul Renaudin และ Jacques Bollinger ในเมือง Aÿ แห่งแคว้นช็องปาญ ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นการผสมผสานระหว่างชนชั้นสูงฝรั่งเศส (Villermont) พ่อค้าท้องถิ่น (Renaudin) และผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ชาวเยอรมัน (Bollinger) ทำให้บริษัทมีทั้งเงินทุน ความรู้ท้องถิ่น และความเชี่ยวชาญด้านการผลิต ที่สามารถสร้างสรรค์แชมเปญพรีเมียมออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์
โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ Bollinger Special Cuvee นั้นเกิดขึ้นเมื่อ Jacques Bollinger แต่งงานกับ Louise Charlotte de Villermont บุตรสาวของ Comte de Villermont ทำให้ตระกูล Bollinger กลายเป็นผู้นำในการบริหารบริษัท และภายใต้การนำของตระกูล Bollinger นั้นก็ได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกองุ่น และพัฒนาเทคนิคการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อทำให้ Bollinger Special Cuvee สามารถตอบโจทย์สไตล์การดื่มของนักดื่มได้อย่างหลากหลายมากขึ้น ซึ่งในปี 1911 Bollinger ก็ได้ทำการเปิดตัว Bollinger Special Cuvee ที่ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการแชมเปญในเวลานั้น ด้วยการสร้างแชมเปญที่มีคุณภาพสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปอย่างมาก และคำว่า “Special” ในชื่อนั้นนำมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แสดงถึงความพิเศษของวัฒนธรรม และวิธีการผลิต Bollinger Special Cuvee และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ Bollinger Special Cuvee ที่ใช้มาจนถึงในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้ Reserve Wines ที่บ่มในถังไม้โอ๊คเป็นเวลานาน และการบ่มในขวดที่ยาวนานกว่าปกติ
หลังจากนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Lily Bollinger ภรรยาม่ายของ Jacques Joseph Bollinger ก็ได้เข้ามาบริหารบริษัท และสร้างชื่อเสียงให้กับ Bollinger จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยการเป็นผู้ริเริ่มการใช้ Reserve Wines ในสัดส่วนที่สูงขึ้นใน Bollinger Special Cuvee และยังเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นความสัมพันธ์กับราชวงศ์อังกฤษ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Bollinger เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราอาร์มราชวงศ์ (Royal Warrant) ในปี 1884 และยังคงเป็นแชมเปญประจำราชสำนักอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึง Bollinger Special Cuvee ยังเป็นแชมเปญที่ปรากฏในภาพยนตร์ James Bond หลายภาค สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของความหรูหรา และมีระดับ ทำให้ในปัจจุบัน Bollinger Special Cuvee ก็ยังคงเป็นบริษัทที่บริหารโดยครอบครัว หนึ่งในไม่กี่บ้านแชมเปญที่ยังคงความเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกซื้อโดยบริษัทใหญ่ ทำให้สามารถรักษามาตรฐาน และเอกลักษณ์ในการผลิตได้อย่างเคร่งครัด และส่งผลให้ Bollinger Special Cuvee ยังคงเป็นตัวแทนของปรัชญาการผลิตแชมเปญที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ และการรักษาสไตล์การผลิตแบบดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น

2. กระบวนการผลิตที่ทำให้ Bollinger Special Cuvee มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีอะไรบ้าง?
สำหรับแชมเปญระดับพรีเมียมอย่าง Bollinger Special Cuvee นั้นก็จะมีกระบวนการผลิตที่มีความพิถีพิถัน ประณีต ละเอียด และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเริ่มต้นจากการเพาะปลูกองุ่นในไร่คุณภาพสูงของแชมเปญที่มีสภาพดิน น้ำ และอากาศที่มีความอุดมสมบูรณ์ และดีต่อการเพาะปลูกองุ่นมากที่สุด ซึ่งในการผลิต Bollinger Special Cuvee นั้นจะใช้องุ่นพันธุ์หลัก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Pinot Noir, Chardonnay และ Meunier และองุ่นส่วนใหญ่นั้นก็มาจากไร่ที่ได้รับการจัดอันดับเป็นแหล่งผลิตระดับ Premier และ Grand Cru ทั้งหมด
สำหรับขั้นตอนการหมัก Bollinger Special Cuvee ครั้งแรกจะทำในถังไม้โอ๊คขนาดเล็ก ที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี เพื่อช่วยเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติ และกลิ่นของแชมเปญมากขึ้น ซึ่งการใช้ถังไม้โอ๊คเก่าแทนถังสแตนเลส ก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Bollinger ที่ทำมาตั้งแต่อดีต หลังจากนั้นไวน์จะถูกเก็บในห้องเก็บไวน์ใต้ดินที่อุณหภูมิ และความชื้นคงที่
โดยกระบวนการสำคัญอีกขั้นตอน คือ การผสมไวน์ (Blending) โดยใช้ Reserve Wine ที่เก็บไว้หลายปี และบางส่วนอาจมีอายุมากถึง 15 ปี และนำมาผสมในสัดส่วนประมาณ 35-40% ที่จะช่วยเพิ่มความซับซ้อน และรักษาสไตล์ของ Bollinger Special Cuvee ได้อย่างคงที่ และเมื่อผสมแล้ว ก็จะนำมาผ่านการหมักครั้งที่สอง (Secondary Fermentation) ในขวดที่จะใช้เวลานานกว่าที่กฎหมายแชมเปญกำหนด โดย Bollinger จะบ่มไวน์นานถึง 3 ปีขึ้นไป และในระหว่างนี้จะมีการหมุนขวดด้วยมือ (Riddling) เพื่อให้ตะกอนยีสต์รวมตัวที่คอขวด ก่อนจะทำการแช่แข็งคอขวด และกำจัดตะกอนออก (Disgorgement)
ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายของการหมักบ่ม Bollinger Special Cuvee คือ การเติมไวน์ปรับแต่ง (Dosage) ในปริมาณที่พอเหมาะ โดยจะใช้ปริมาณประมาณ 8-9 กรัมต่อลิตร เพื่อให้ได้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ หลังจากนั้นจะพักไวน์อีกระยะหนึ่งก่อนออกจำหน่าย ทำให้กระบวนการผลิต Bollinger Special Cuvee ทั้งหมดนี้ใช้เวลารวมกันหลายปี และส่งผลให้ Bollinger Special Cuvee มีความซับซ้อน มีคุณภาพสูง และมีความพิเศษแตกต่างจากแชมเปญทั่วไปเป็นอย่างมาก
3. รสชาติ รสสัมผัส กลิ่น และรายละเอียดต่างๆ ของ Bollinger Special Cuvee เป็นยังไงบ้าง?
สำหรับ Bollinger Special Cuvee นั้นจะมีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในทุกมิติของการสัมผัส โดยเริ่มจาก Visual Characteristics ที่จะมีสีทองอำพันเข้ม (Deep Gold) ที่สะท้อนถึงการบ่มที่ยาวนาน และการใช้ Reserve Wines ในสัดส่วนสูง ทำให้ฟองแชมเปญมีความละเอียดมาก และส่งผลให้ฟองนั้นผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นสายยาว และมีความสม่ำเสมอ รวมถึงสามารถสร้างวงแหวนฟอง (Cordon) ที่ขอบแก้วได้อย่างสวยงาม และแสดงถึงคุณภาพของการหมักครั้งที่สองในขวดได้เป็นอย่างดี
สำหรับกลิ่น (Aromatic Profile) ของ Bollinger Special Cuvee นั้นจะมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก โดยจะเริ่มต้นด้วยกลิ่นผลไม้สุกเต็มที่ (Ripe Fruits) โดยเฉพาะแอปเปิ้ลเหลือง ลูกแพร์ และควินซ์ ตามมาด้วยกลิ่นของผลไม้แห้ง (Dried Fruits) อย่างแอปริคอท และพีช รวมถึงกลิ่นของขนมปังบริอช (Brioche) และครัวซองต์ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ที่สามารถสะท้อนถึงการบ่มบนตะกอนยีสต์ที่ยาวนาน แถมยังมีกลิ่นหอมของถั่วคั่ว (Roasted Nuts) โดยเฉพาะอัลมอนด์ และวอลนัท กลิ่นเครื่องเทศหวาน (Sweet Spices) เช่น วานิลลา และอบเชย ผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้ขาว (White Flowers) ที่ให้ความสดชื่น และกลิ่นเห็ดทรัฟเฟิล (Truffle) ที่แสดงถึงความซับซ้อน ปิดท้ายด้วยกลิ่นแร่ธาตุ (Mineral Notes) ที่ได้จากดินในแชมเปญอย่างชัดเจน
สำหรับรสชาติ (Palate) ของ Bollinger Special Cuvee นั้นจะมีความสมดุลอย่างยอดเยี่ยม โดยจะเริ่มต้นด้วยความสดชื่นจากกรดที่คมชัด แต่มีความนุ่มนวล (Crisp Acidity) ซึ่งเป็นผลจากการใช้องุ่น Pinot Noir ในสัดส่วนสูง ตามด้วยรสผลไม้สุกที่เข้มข้น โดยเฉพาะแอปเปิ้ล และลูกแพร์ ผสานกับรสของผลไม้ตระกูลซิตรัส (Citrus) ที่ให้ความสดชื่นเป็นอย่างดี แถมยังมีความซับซ้อน และยาวนาน (Long and Complex Finish) ด้วยโน้ตของถั่วคั่ว ขนมอบ และแร่ธาตุที่ค่อยๆ เผยตัวออกมา และมีความหวานจากการเติม Dosage ที่มีความพอดี ไม่มาก หรือน้อยเกินไป ทำให้รสชาติมีความสมดุลอย่างลงตัว
สำหรับรสสัมผัส หรือเนื้อสัมผัส (Texture) ของ Bollinger Special Cuvee นั้นจะมีความโดดเด่นด้วยความครีมมี่ และความเนียนนุ่ม (Creamy and Velvety) อันเป็นผลจากการหมักในถังไม้โอ๊ค และการบ่มบนตะกอนยีสต์เป็นเวลานาน ทำให้ฟองแชมเปญมีความละเอียด และนุ่มนวล สร้างความรู้สึกหรูหราในขณะดื่มได้เป็นอย่างดี ทำให้ความพิเศษของ Bollinger Special Cuvee อยู่ที่การผสมผสานระหว่างความสดใหม่ (Freshness) และความสมบูรณ์แบบที่ได้จากการบ่ม (Maturity) ทำให้ Bollinger Special Cuvee มีทั้งความสดชื่น และความซับซ้อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ House Style ของ Bollinger ที่โดดเด่น เป็นที่จดจำ และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ
ทำให้ Bollinger Special Cuvee ได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์ไวน์ชื่อดังต่างๆ ดังนี้
- James Suckling ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 92 คะแนน
- Wine Spectator ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 93 คะแนน
- Wine Advocate ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 92 คะแนน
- Wine Enthusiast ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 92 คะแนน

4. วิธีการดื่ม Bollinger Special Cuvee ที่จะช่วยให้เผยรายละเอียดเฉพาะตัวได้ดีมากยิ่งขึ้น
สำหรับการดื่ม Bollinger Special Cuvee ที่ให้ความพิถีพิถันตั้งแต่การเสิร์ฟ การดื่ม การจับคู่อาหาร และการเก็บรักษานั้นจะช่วยให้ Bollinger Special Cuvee เผยรายละเอียดที่ซ่อนไว้ให้ออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น และทำให้นักดื่มสามารถสัมผัสถึงความพรีเมียมได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยวิธีการดื่ม การเสิร์ฟ การจับคู่อาหาร และการเก็บรักษามีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้
- วิธีการเสิร์ฟ ควรทำการเปิดขวดทิ้งไว้ก่อนเสิร์ฟประมาณ 2-3 นาที่ และเสิร์ฟในอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 10-12 องศาเซลเซียส พร้อมกับเลือกใช้แก้วทรงทิวลิป เพื่อให้ได้กลิ่นหอมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงเทแชมเปญในแนวเอียง เพื่อรักษาฟอง และความเข้มข้น และควรเทประมาณ ⅔ ของแก้ว เพื่อให้กลิ่นสามารถพัฒนาออกมาได้อย่างเต็มที่
- วิธีการดื่ม ควรให้เวลาแชมเปญได้หายใจประมาณ 1-2 นาทีก่อนดื่ม โดยในระหว่างนี้ให้สังเกตสี และเนื้อฟองเนียนละเอียด พร้อมกับดมกลิ่น เพื่อสัมผัสความหอม และความซับซ้อนของโน้ตต่างๆ แล้วจึงค่อยๆ จิบช้าๆ เพื่อสัมผัสถึงรสชาติที่มีความหลากหลายที่จะค่อยๆ เผยออกมาทีละนิดให้นักดื่มได้สัมผัสกันอย่างเต็มที่
- วิธีการจับคู่อาหาร ควรทำการจับคู่อาหารที่มีรสชาติเข้มข้น เช่น เนื้อย่าง เป็ดย่าง หรือบาร์บีคิว หรืออาหารทะเล เช่น ล็อบสเตอร์อบ ปลาซอสครีม หรือแซลมอน นอกจากนั้นยังดื่มคู่กับอาหารที่มีส่วนประกอบของเห็ดทรัฟเฟิล หรือเห็ดชนิดต่างๆ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของชีส เช่น ชีสคอมเต้ และชีสพาร์เมซาน รวมถึงเมนูอาหารอื่นๆ เช่น พาสต้าซอสครีม อาหารฝรั่งเศส หรือของหวานต่างๆ เช่น มิลเฟย์ และครัมเบิ้ล เป็นต้น
- วิธีการเก็บรักษา ควรทำการเก็บรักษาไว้ในที่มืด และมีอุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด ความร้อน และการสั่นสะเทือน พร้อมกับเก็บขวดไว้ในแนวนอนเสมอ และเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นเหมาะสม เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของแชมเปญ และสามารถเก็บไว้ได้นาน 5-8 ปี และไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นนานเกิน 1 เดือน
5. หาซื้อ Bollinger Special Cuvee ราคาดีที่สุด พร้อมส่งทันที การันตีของแท้ 100% ได้ที่ Wine Palette BKK
สำหรับนักดื่มคนไหนที่สนใจอยากจะลิ้มลอง หรือกำลังมองหาแหล่งจำหน่าย Bollinger Special Cuvee สามารถแวะมาหาซื้อได้ที่ Wine Palette BKK แหล่งนำเข้า และจำหน่ายเครื่องดื่มนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบให้นักดื่มได้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์วินเทจพรีเมียม แชมเปญ สปาร์คกลิ้งไวน์ วิสกี้ คอนญัก หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ก็มีให้นักดื่มได้เลือกกันอย่างครบครัน คัดสรรเครื่องดื่มทุกขวดด้วยความใส่ใจ สามารถเชื่อถือได้ว่าเป็นของแท้ 100% จำหน่ายในราคามิตรภาพ พร้อมส่งทันที ไม่ต้องรอพรีออเดอร์ เพื่อให้นักดื่มได้สัมผัสความพรีเมียมของเครื่องดื่มขวดโปรดได้แบบทันใจในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขอคำแนะนำ ดูรายละเอียดสินค้า หรือสั่งซื้อสินค้าได้เลยที่ …
- Line Official : @
- Website : www.winepalletbkk.com
มาพร้อมกับบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ที่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ การจัดส่งสินค้าด่วนภายในกทม. ที่ใช้เวลาจัดส่งเพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หรือภายในวันที่สั่งซื้อ และการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ที่ใช้เวลาในการจัดส่งเพียง 1-2 วัน ทำให้นักดื่มสามารถสั่งซื้อเครื่องดื่มขวดโปรดได้แบบง่ายๆ จากทั่วทุกมุมของประเทศไทย และสามารถสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพ็คสินค้าทุกออเดอร์เป็นอย่างดี และมีการรับประกันสินค้าระหว่างการจัดส่ง หากสินค้าได้รับความเสียหาย แตก หัก หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ในระหว่างการจัดส่ง ทางร้านยินดีเปลี่ยนสินค้าเป็นขวดใหม่ให้ทันที แบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ สามารถมั่นใจได้เลยว่าเครื่องดื่มขวดโปรดจะถึงมืออย่างปลอดภัยแน่นอน แถมยังมีบริการแอดมินให้คำแนะนำสินค้า เพียงแค่แจ้งแอดมินว่าอยากได้เครื่องดื่มประเภทไหน รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นสไตล์ไหน เจาะจงยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ มีงบประมาณเท่าไหร่ ซื้อดื่มเอง ซื้อเป็นของขวัญ หรือซื้อในโอกาสอะไร เพื่อให้แอดมินได้แนะนำเครื่องดื่มที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักดื่มมากที่สุด





