Skip to main content

Wine Pallet Bangkok

Opus One

Availability: In Stock

เมื่อพูดถึงไวน์ที่ถือเป็นสุดยอดแห่งความหรูหรา พรีเมียม พิถีพิถัน และหาซื้อได้ยากในโลกของไวน์ “Opus One” ย่อมเป็นชื่อที่จะต้องอยู่ในใจของนักสะสม และนักดื่มไวน์ทั่วโลก ด้วยความที่ Opus One เกิดจากความร่วมมือของสองบุคคลในตำนานจากวงการไวน์สองซีกโลก ได้แก่ Robert Mondavi ตัวแทนแห่งวงการไวน์อเมริกัน และ Baron Philippe de Rothschild ตัวแทนแห่งวงการไวน์ฝรั่งเศส ที่ได้ทำการผสานเอกลักษณ์ของสองวัฒนธรรมการผลิตไวน์นี้เข้าด้วยกัน ทำให้ Opus One กลายเป็น “ไวน์ลูกผสม” ที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบของทั้งสองแบรนด์ และสองประเทศได้อย่างลงตัว

SKU: Opus One Category: Tag:

Description

Opus One

Opus One สุดยอดไวน์ลูกผสมหายากของโลกจากแบรนด์ตัวพ่อระดับตำนาน 2 สัญชาติ

เมื่อพูดถึงไวน์ที่ถือเป็นสุดยอดแห่งความหรูหรา พรีเมียม พิถีพิถัน และหาซื้อได้ยากในโลกของไวน์ “Opus One” ย่อมเป็นชื่อที่จะต้องอยู่ในใจของนักสะสม และนักดื่มไวน์ทั่วโลก ด้วยความที่ Opus One เกิดจากความร่วมมือของสองบุคคลในตำนานจากวงการไวน์สองซีกโลก ได้แก่ Robert Mondavi ตัวแทนแห่งวงการไวน์อเมริกัน และ Baron Philippe de Rothschild ตัวแทนแห่งวงการไวน์ฝรั่งเศส ที่ได้ทำการผสานเอกลักษณ์ของสองวัฒนธรรมการผลิตไวน์นี้เข้าด้วยกัน ทำให้ Opus One กลายเป็น “ไวน์ลูกผสม” ที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบของทั้งสองแบรนด์ และสองประเทศได้อย่างลงตัว

โดยความร่วมมือระหว่าง Robert Mondavi และ Baron Philippe de Rothschild ไม่ได้เป็นเพียงการจับมือกันทางธุรกิจ แต่เป็นการผนึกความเชี่ยวชาญที่สร้างสรรค์บางสิ่งที่ไม่มีใครเหมือนในวงการไวน์ และมีความคิดที่จะผลิตไวน์ที่รวมเอกลักษณ์ของ Napa Valley และเอกลักษณ์ของ Bordeaux เข้าด้วยกัน จึงทำให้ Opus One กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไวน์ตัวนี้เป็นที่ต้องการในตลาดโลก

และชื่อ “Opus One” แปลว่า “ผลงานชิ้นเอก” ในภาษาละติน ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดของผู้ก่อตั้งที่ต้องการสร้างไวน์ที่เป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความวิจิตร และความพิถีพิถันในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การปลูกองุ่นไปจนถึงการบรรจุขวด พร้อมกับรักษามาตรฐานความเป็นเลิศไว้ในทุกขวด ด้วยการผลิตในปริมาณจำกัดแต่คุณภาพระดับสูงสุด รวมถึงการผสมผสานระหว่างเทคนิคแบบดั้งเดิม และนวัตกรรมสมัยใหม่ ทำให้ไวน์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่อาจเลียนแบบได้ และด้วยความตั้งใจนี้ จึงทำให้ Opus One กลายเป็นไวน์ที่หายาก และได้รับการยกย่องให้เป็นไวน์ระดับไอคอนของโลก ที่สามารถสะท้อนถึงความเป็น “ที่สุด” ในทุกด้าน และส่งผลให้ Opus One ไม่ได้เป็นเพียงไวน์ทั่วไป แต่เป็นการเดินทางที่ช่วยให้นักดื่มสามารถสัมผัสถึงศิลปะ วัฒนธรรม และความหลงใหลในสิ่งที่ดีที่สุดของสองตำนานในโลกไวน์ได้อย่างดีเยี่ยม

1. ประวัติความเป็นมาของ Opus One ที่ทำให้ขึ้นชื่อว่าเป็นไวน์แรร์ไอเทมระดับตำนานของโลก

Opus One” ไม่เพียงแค่เป็นไวน์ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือข้ามทวีปที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการไวน์โลก โดย Opus One นั้นได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1978 ที่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ของ Robert Mondavi ผู้บุกเบิกวงการไวน์ใน Napa Valley จากประเทศสหรัฐอเมริกา และ Baron Philippe de Rothschild เจ้าของ Château Mouton Rothschild ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ชั้นนำของ Bordeaux ฝรั่งเศส และความร่วมมือนี้เกิดจากความปรารถนาร่วมกันที่จะสร้างไวน์ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของไวน์โลกเก่ากับโลกใหม่อย่างลงตัว

โดยจุดเริ่มต้นแห่งตำนานนั้นเริ่มจาก Robert Mondavi เป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกวงการไวน์อเมริกันที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพไวน์ใน Napa Valley ในขณะที่ Baron Philippe de Rothschild เป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการไวน์ฝรั่งเศส เมื่อทั้งสองพบกันในช่วงปี 1970 พวกเขาเห็นพ้องต้องกันว่าควรร่วมมือกันสร้างไวน์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้ศักยภาพของ Napa Valley และความเชี่ยวชาญด้านการผลิตไวน์แบบฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็ได้ทำการก่อตั้ง และสร้างชื่อรุ่นที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบขึ้นในปี 1978 ที่ทั้งสองได้ร่วมกันก่อตั้งโรงไวน์ใน Oakville, Napa Valley ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีภูมิอากาศ และดินเหมาะสมที่สุดสำหรับการปลูกองุ่นพันธุ์ Cabernet Sauvignon และชื่อ “Opus One” ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน โดย Baron Philippe de Rothschild ต้องการให้ชื่อสะท้อนถึง “ผลงานชิ้นเอก” และความกลมกลืนของการร่วมมือครั้งนี้ และในการผลิตครั้งแรกในปี 1979 เป็นการเปิดตัวไวน์ที่ผสมผสานระหว่างองุ่นจาก Napa Valley และกระบวนการผลิตไวน์แบบ Bordeaux โดยใช้แนวคิด Bordeaux Blend ที่รวมองุ่นพันธุ์ Cabernet Sauvignon, Merlot, Cabernet Franc, Petit Verdot และ Malbec ซึ่งให้รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่สะท้อนความเป็นไวน์ลูกผสมได้เป็นอย่างดี

สำหรับจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ Opus One นั้นเป็นช่วงที่ได้รับการเปิดตัวต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 1984 โดยใช้วินเทจปี 1979 และ 1980 ซึ่งเป็นวินเทจที่สามารถสร้างกระแสความสนใจให้กับนักดื่ม และนัดสะสมไวน์ทั่วโลกได้ในทันที แถมยังมีราคาประมูลสูงถึง $50 ต่อขวดในยุคนั้น ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับไวน์อเมริกัน ทำให้ Opus One กลายเป็นไวน์ที่นักสะสมไวน์ทั่วโลกต้องการครอบครอง และในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 Opus One ก็ได้สร้างชื่อเสียงในระดับสากล ด้วยการส่งออกไวน์ไปยังตลาดเอเชีย และยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่น และจีน ที่นักดื่มไวน์ต่างพากันชื่นชมรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ด้วยความที่ Opus One เป็นไวน์ที่เกิดจากความร่วมมือของ Mondavi และ Rothschild ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการไวน์ในแง่ของนวัตกรรมและการสร้างมาตรฐานใหม่ จึงทำให้ Opus One ไม่ได้เป็นเพียงไวน์ทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรม และเทคนิคของสองโลกไวน์อย่างลงตัว และในการผลิต Opus One ก็ยังคงผลิตในปริมาณจำกัด ทำให้แต่ละวินเทจมีคุณค่าเฉพาะตัว จึงทำให้ Opus One เป็นตำนานไวน์ที่รวมทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ และความใส่ใจในทุกกระบวนการผลิต และเป็นไวน์แรร์ไอเทมที่หาซื้อได้ยากในปัจจุบัน

Opus One

2. ขั้นตอนในกระบวนการผลิตสุดพิถีพิถันของ Opus One มีรายละเอียดยังไงบ้าง?

สำหรับ Opus One ที่เป็นไวน์ระดับโลกที่เป็นผลลัพธ์ของการร่วมมือระหว่าง Robert Mondavi แห่งอเมริกา และ Baron Philippe de Rothschild แห่งฝรั่งเศส จึงทำให้กระบวนการผลิตของ Opus One มีการผสมผสานเทคนิคการทำไวน์ของโลกเก่า และโลกใหม่อย่างลงตัว ซึ่งในแต่ละขั้นตอนนั้นก็จะมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

  • การเพาะปลูกองุ่น สำหรับไร่องุ่นที่ทำการเพาะปลูกองุ่นที่ใช้ในการผลิต Opus One นั้นตั้งอยู่ใน Oakville, Napa Valley ที่มีดินที่อุดมสมบูรณ์ และอากาศเหมาะสมสำหรับการปลูกองุ่น โดยสายพันธุ์องุ่นที่ใช้ก็จะมีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Cabernet Sauvignon, Merlot, Cabernet Franc, Petit Verdot และ Malbec ซึ่งปลูกในพื้นที่เฉพาะของไร่องุ่น เพื่อให้ได้คุณลักษณะเฉพาะตัว พร้อมกับใช้วิธีการปลูกแบบยั่งยืน และเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาคุณภาพของดิน และผลผลิต
  • การเก็บเกี่ยวองุ่น สำหรับองุ่นที่ใช้ในการผลิต Opus One นั้นจะถูกเก็บด้วยมือเท่านั้น และจะทำการเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลสุกเต็มที่ที่สุด พร้อมกับทำการคัดเลือกผลอย่างพิถีพิถัน โดยใช้ทั้งแรงงานคน และเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลองุ่นที่มีความสมบูรณ์ที่สุด และมีคุณภาพสูงสุด
  • การคั้นน้ำ และการหมัก หลังจากคัดเลือกองุ่นเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำไปคั้นน้ำในถังสแตนเลสที่มีควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด พร้อมกับทำการหมักที่จะใช้ยีสต์ธรรมชาติ และมีการเติมออกซิเจน เพื่อกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้าง และรสชาติ โดยในกระบวนการนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 15-20 วัน เพื่อให้แทนนิน และสีจากเปลือกองุ่นถูกดึงออกมาอย่างเต็มที่
  • การบ่มในถังไม้โอ๊ค สำหรับขั้นตอนการบ่มนั้น Opus One จะต้องผ่านการบ่มในถังไม้โอ๊คฝรั่งเศสใหม่ 100% และจะใช้ระยะเวลาในการบ่มประมาณ 18-20 เดือน เพื่อช่วยให้ไวน์มีความโอ๊คกี้มากขึ้น เช่น วานิลลา ช็อกโกแลต และเครื่องเทศ เป็นต้น
  • การผสมไวน์ หลังจากทำการหมัก และบ่มไวน์จากองุ่นแต่ละสายพันธุ์แล้ว ไวน์ทั้งหมดก็จะถูกนำมาผสมในสัดส่วนที่เหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้โครงสร้าง รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด
  • การกรอง และการบรรจุขวด ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนทำการบรรจุขวดนั้นไวน์จะถูกกรองอย่างพิถีพิถัน และละเอียดมากที่สุด เพื่อทำการกำจัดตะกอน และในขั้นตอนการบรรจุขวดนั้นทำการบรรจุในขวดที่ออกแบบมาเฉพาะ สะอาด ปลอดภัย และเข้มงวด พร้อมปิดด้วยจุกคอร์กคุณภาพสูง เพื่อรักษาคุณภาพของ Opus One ไว้ได้ดีที่สุด

3. รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ Opus One เป็นแบบไหน?

สำหรับ Opus One เป็นไวน์ที่มีสามารถสะท้อนถึงการผสมผสานเอกลักษณ์ของทั้ง Napa Valley และ Bordeaux ได้อย่างลงตัว จึงทำให้มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ซึ่งในขณะที่นักดื่มได้สัมผัสนั้นจะสามารถรับรู้ได้ถึงรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่มีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

  • รสชาติ (Flavor) สำหรับรสชาติของ Opus One นั้นจะมีความหอมหวานของผลไม้สุกอย่างองุ่นทั้ง 5 สายพันธุ์ ตามมาด้วยความหอมหวานอมเปรี้ยวจากผลไม้สีดำอย่างแบล็คเบอร์รี แบล็คเคอแรนท์ บลูเบอร์รี และพลัม ปิดท้ายด้วยโกโก้ ดาร์คช็อคโกแลต เอสเปรสโซ่ และเครื่องเทศต่างๆ ที่ท้ายความเข้มข้นไว้ภายในปากอย่างยาวนาน
  • รสสัมผัส (Mouthfeel) สำหรับรสสัมผัสของ Opus One นั้นจะเป็นแบบ Full Body มีความเข้มข้นของแทนนิน และ Acidity หรือความเป็นกรดสูง ทำให้มีรสสัมผัสที่มีความนุ่มนวล และหรูหรา พร้อมด้วยแทนนินที่ละเอียด มีความสดชื่นในกรดที่พอดี ที่ทำให้ดื่มง่าย และสามารถดื่มกับอาหารได้อย่างหลากหลาย
  • กลิ่น (Aroma) สำหรับกลิ่นของ Opus One นั้นจะมีความหอมหวานของผลไม้สดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลิ่นของราสป์เบอร์รี และแบล็กเคอร์แรนต์ ที่ผสมผสานเข้ากันกับความหอมหวานขององุ่นทั้ง 5 สายพันธุ์ ตามมาด้วยความโอ๊คกี้ที่มีความหอมของวานิลลา ปิดท้ายด้วยความหอมละมุนจากดอกไม้นานาชนิด เช่น ดอกไวโอเล็ต เป็นต้น

ทั้งนี้ วินเทจของ Opus One แต่ละวินเทจนั้นจะมีรสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกัน โดยบางวินเทจก็จะมีความหอมหวานที่โดดเด่น และในบางวินเทจก็จะมีความเข้มข้นเป็นพิเศษ ด้วยความแตกต่างในรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่น จึงทำให้ได้ Wine Score ที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่าง เช่น

  • Opus One 2015 มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่เปิดมาด้วยความหอมหวานจากผลไม้สีดำอย่างแบล็คเบอร์รี แบล็คราสป์เบอร์รี และพลัม ผสมผสานกับความหวานจากแยมแบล็คเชอร์รี ปิดท้ายด้วยคาราเมล ช็อคโกแลต โอ๊ค ยาสูบ ชะเอมเทศ และแทนนินแบบจางๆ และได้รับคะแนนไวน์จากนักวิจารณ์ไวน์ที่มีชื่อโด่งดัง ดังนี้
    • Jame Suckling ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 97 คะแนน
    • Wine Spectator ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 94 คะแนน
    • Wine Advocate ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 96 คะแนน
    • Wine Enthusiast ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 97 คะแนน
  • Opus One 2018 มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นที่เปิดมาด้วยความหอมหวานจากผลไม้สีดำอย่างแบล็คเบอร์รี และแบล็คเชอร์รี ตามมาด้วยความหอมละมุนจากดอกกุหลาบ และความสดชื่นจากเปลือกส้ม ปิดท้ายด้วยดาร์คช็อคโกแลต ชะเอมเทศ และอบเชย ที่ผสมผสานกับแทนนินแบบจางๆ และได้รับคะแนนไวน์จากนักวิจารณ์ไวน์ที่มีชื่อโด่งดัง ดังนี้
    • Jame Suckling ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 99 คะแนน
    • Wine Spectator ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 95 คะแนน
    • Wine Advocate ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 98 คะแนน
    • Wine Enthusiast ได้รับคะแนนไวน์มากถึง 96 คะแนน

ดังนั้น นักดื่มจึงสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการ Opus One รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นแบบไหน เพื่อให้ตอบสนองสไตล์การดื่มของตัวเองได้ดีมากที่สุด และถ้าหากนักดื่มคนไหนกำลังมองหาแหล่งจำหน่ายที่มี Opus One ให้เลือกครบทุกวินเทจ สามารถแวะมาหาซื้อได้ที่ Wine Palette ที่มี Opus One ของแท้ ราคาดีที่สุด พร้อมจัดส่งทันที สั่งซื้อได้ที่ Line Official : @ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

Opus One

4. วิธีการดื่ม Opus One ที่ช่วยให้นักดื่มสัมผัสถึงความเป็นไวน์ลูกผสมได้ชัดเจนในทุกหยดที่จิบ

ถ้าหากนักดื่มอยากจะสัมผัสถึงความเป็นไวน์ลูกผสมของ Opus One ได้อย่างชัดเจนในทุกจิบนั้นควรจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนในการดื่มเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การเสิร์ฟ การดื่ม การจับคู่อาหารไปจนถึงการเก็บรักษา เพราะทุกขั้นตอนนั้นมีผลต่อรายละเอียดต่างๆ ของ Opus One ซึ่งในแต่ละขั้นตอนการดื่ม Opus One ที่นักดื่มสามารถทำตามได้ง่ายๆ มีดังนี้

  • วิธีการเสิร์ฟ ควรทำการเสิร์ฟ Opus One ที่อุณหภูมิ 16-18 องศาเซลเซียส เพื่อให้รสชาติ และกลิ่นเปิดออกอย่างเต็มที่ พร้อมกับเลือกใช้แก้วไวน์แดงทรงกว้าง เพื่อให้กลิ่นหอมฟุ้งกระจายได้ดีขึ้น และที่สำคัญควรทำการเปิดขวดล่วงหน้า 1-2 ชั่วโมง หรือใช้ดีแคนเตอร์ เพื่อช่วยเผยกลิ่นออกมาได้ดีมากขึ้น และสำหรับไวน์เก่าที่บ่มมานานกว่า 10 ปี ควรระมัดระวังเรื่องตะกอน และดีแคนท์ไวน์อย่างเบามือ
  • วิธีการดื่ม ควรทำการดื่ม Opus One เริ่มจากการหมุนแก้วอย่างเบามือมากที่สุด เพื่อให้อากาศค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่เนื้อไวน์ ที่จะช่วยเผยกลิ่นหอม และรสสัมผัสที่นุ่มละมุนมากขึ้น หลังจากนั้นให้ทำการจิบทีละเล็กน้อย พร้อมกับการทำกลั้วในปากเบาๆ และค่อยๆ กลืนอย่างช้าๆ เพื่อให้ไวน์สัมผัสกับช่องปากได้ทั่วถึง และทำให้นักดื่มสามารถรับรู้ถึงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
  • วิธีการจับคู่อาหาร สำหรับการจับคู่อาหารกับ Opus One นั้นสามารถจับคู่กับอาหารได้อย่างหลากหลาย แต่ว่าจะเหมาะกับอาหารที่มีรสชาติเข้มข้น เช่น เนื้อวัวย่าง สเต็ก หรือแกะย่าง รวมถึงเมนูอาหารฝรั่งเศส เช่น สตูว์เนื้อ หรืออาหารอิตาเลียน เช่น พาสต้าราดซอสทรัฟเฟิล พิซซ่า หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของชีส เช่น ชีสบรี หรือชีสบลู ก็สามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดี
  • วิธีการเก็บรักษา ควรทำการเก็บ Opus One ไว้ในที่มีอุณหภูมิคงที่ และเหมาะสมประมาณ 12-15 องศาเซลเซียส และมีความชื้นประมาณ 70% พร้อมกับทำการเก็บขวดไว้ในแนวนอนเสมอ เพื่อให้ไวน์สัมผัสกับจุกคอร์กตลอดเวลา ทำให้จุกคอร์กไม่แห้ง และป้องกันการรั่วซึมของอากาศที่อาจทำให้ไวน์เกิดการเสื่อมสภาพได้ และถ้าหากเก็บไว้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ Opus One สามารถเก็บได้นานกว่า 20-30 ปี และพัฒนารสชาติได้ดีมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

5. พบกับ Opus One ในราคาสุดพิเศษ ของแท้ พร้อมส่งทันที ไม่ต้องรอพรีออเดอร์ ที่ Wine Palette BKK

สำหรับนักดื่มคนไหนที่สนใจอยากจะลิ้มลอง หรือกำลังมองหาแหล่งจำหน่าย Opus One ในราคาสุดพิเศษ ของแท้ มีสินค้าพร้อมส่ง ไม่ต้องรอพรีออเดอร์ พร้อมจัดส่งไวให้ถึงมือ ก็สามารถแวะมาหาซื้อได้ที่ Wine Palette BKK แหล่งนำเข้า และจำหน่ายเครื่องดื่มนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบให้นักดื่มได้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นไวน์แดง ไวน์ขาว ไวน์วินเทจพรีเมียม แชมเปญ สปาร์คกลิ้งไวน์ วิสกี้ คอนญัก หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ก็มีให้นักดื่มได้เลือกกันอย่างครบครัน คัดสรรเครื่องดื่มทุกขวดด้วยความใส่ใจ สามารถเชื่อถือได้ว่าเป็นของแท้ 100% จำหน่ายในราคามิตรภาพ พร้อมส่งทันที ไม่ต้องรอพรีออเดอร์ เพื่อให้นักดื่มได้สัมผัสความพรีเมียมของเครื่องดื่มขวดโปรดได้แบบทันใจในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขอคำแนะนำ ดูรายละเอียดสินค้า หรือสั่งซื้อสินค้าได้เลยที่ …

 

มาพร้อมกับบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ที่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ การจัดส่งสินค้าด่วนภายในกทม. ที่ใช้เวลาจัดส่งเพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หรือภายในวันที่สั่งซื้อ และการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ที่ใช้เวลาในการจัดส่งเพียง 1-2 วัน ทำให้นักดื่มสามารถสั่งซื้อเครื่องดื่มขวดโปรดได้แบบง่ายๆ จากทั่วทุกมุมของประเทศไทย และสามารถสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพ็คสินค้าทุกออเดอร์เป็นอย่างดี และมีการรับประกันสินค้าระหว่างการจัดส่ง หากสินค้าได้รับความเสียหาย แตก หัก หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ในระหว่างการจัดส่ง ทางร้านยินดีเปลี่ยนสินค้าเป็นขวดใหม่ให้ทันที แบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ สามารถมั่นใจได้เลยว่าเครื่องดื่มขวดโปรดจะถึงมืออย่างปลอดภัยแน่นอน แถมยังมีบริการแอดมินให้คำแนะนำสินค้า เพียงแค่แจ้งแอดมินว่าอยากได้เครื่องดื่มประเภทไหน รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นสไตล์ไหน เจาะจงยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ มีงบประมาณเท่าไหร่ ซื้อดื่มเอง ซื้อเป็นของขวัญ หรือซื้อในโอกาสอะไร เพื่อให้แอดมินได้แนะนำเครื่องดื่มที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักดื่มมากที่สุด

6. ดูสินค้าแชมเปญเพิ่มเติมได้ที่นี่ >> คลิกเลย

Shopping cart close